TCP/IP Model
posted on 12 Jul 2009 11:57 by ning112529
TCP/IP Model
TCP/IP Protocol Suit เป็นชุดของ Protocol ที่ทำงานพื้นฐาน มี 5 Layer โดยมีสิ่งที่สำคัญคือ ความสามารถในการสื่อสาร และเรียงลำดับข้อมูล ระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ หลายๆ ระบบ ในเครือข่าย TCP/IP ปกติ มาตรฐานการเชื่อมสาย และการส่งสัญญาณ เช่นมาตรฐาน Ethernet จะให้การเชื่อมโยงพื้นฐาน ระหว่างเครื่องที่แตกต่างกัน Ethernet Adapter มีแพร่หลายสำหรับบัสข้อมูล ของคอมพิวเตอร์ทุกชนิดที่ใช้กัน ข้อมูลที่ถูกหุ้มไว้ใน Packet จะถูกส่งไปตามสายสัญญานไ ปยังแต่ละเครื่อง คอมพิวเตอร์กับระบบปฏิบัติการ และสถาปัตยกรรมต่างกันที่แกะ Ethernet Packet จะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรกับข้อมูลที่ได้รับ ถ้าไม่พบคำสั่งเพิ่มเติม ซึ่ง TCP/IP เป็นผู้ให้คำสั่งนี้ Packet จะได้รับการจัดการตามมาตรฐานเมื่อมันมาถึง โดยไม่สนใจสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานทางด้านรับ
TCP/IP OSI
Application Application Presentation Session Transport Transport Internet Network Network Interface Data Link Physical Physical TCP/IP Module ที่ใช้ในแต่ละเครื่องต้องถูกปรับให้เหมาะสมสำหรับคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการ แต่มีมาตรฐานสำหรับเครือข่าย
TCP/IP นี้มีให้ใช้สำหรับระบบเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์ และพีซีเป็นจำนวนมาก โดย TCP/IP ประกอบขึ้นด้วย Protocol ย่อยหลายตัว ซึ่งแต่ละตัวก็ทำงาน ในแต่ละส่วนแตกต่างกันไป
TCP
TCP (Transmission Control Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้ในการ ส่งข้อมูล ระหว่างอุปกรณ์ สองตัวในเครือข่าย TCP/IP โดย TCP จะใช้ Port เสมือน (Virtual Port) ในการเชื่อมต่อ และคอยตรวจสอบ การส่งข้อมูลIP
IP (Internet Protocol) ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับที่อยู่ของข้อมูล และส่งไปยังปลายทางที่ถูกต้อง ในเครือข่าย TCP/IPFTP
FTP (File Transfer Protocol) เป็น Protocol ที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายไฟล์ข้อมูล ระหว่างคอมพิวเตอร์ต่างประเภท ต่างระบบ ในเครือข่าย TCP/IPHTTP
HTTP (Hypertext Transfer Protocol) เป็น Protocol ที่ใช้ในการส่งข้อมูลในบริการ World Wide Web โดยส่งจา Web Server ไปยัง Web Browser ของผู้ใช้UDP
UDP (User Datagram Protocol) ใช้ Port เสมือนในการส่งข้อมูลระหว่าง สอง Application ในเครือข่าย TCP/IP โดยจะทำงานได้เร็วกว่า TCP แต่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพมากนักDHCP
DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ระหว่างอุปกรณ์เครือข่าย โดยทำหน้าที่ บริหาร IP AddressDNS
DNS (Domain Name System) ใช้เป็นฐานข้อมูล แปลง Domain name ไปเป็น IP AddressWINS
WINS (Windows Internet Name Service) เป็น Protocol ที่ใช้ในเครือข่าย TCP/IP ของไมโครซอฟต์ เครื่อง Server ที่มี WINS สามารถเปลี่ยนระบบ ชื่อคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายไมโครซอฟต์ ไปเป็น IP Address ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายของไมโครซอฟต์ สามารถติดต่อสื่อสาร กับเครือข่ายอื่น ที่ใช้ TCP/IP Protocol ได้หัวใจของส่วน IP ใน TCP/IP คือแนวความคิดของ Internet Address ซึ่งเป็นตัวเลข 32 Bit ที่ถูกกำหนดให้กับทุก Node บนเครือข่าย ซึ่ง Address นี้แบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามขนาดของเครือข่าย โดยสามารถเขียน Address ด้วยเลขฐานสิบ ในรูปแบบ 203.150.21.150 ตัวเลขเหล่านี้จะบอกถึงเครือข่ายหลัก และเครือข่ายย่อยที่ Node นั้นอยู่ ซึ่ง Address จะแยกแยะแต่ละ Node และให้เส้นทางที่ gateway สามารถใช้ เพื่อจัดเส้นทางข้อมูลข่าวสาร จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
มาตรฐานการสื่อสารข้อมูล
การกำหนดมาตรฐานของการสื่อสารข้อมูลนั้น นับว่ามีความจำเป็นอย่างมากสำหรับระบบเครือข่ายที่มี องค์ประกอบของอุปกรณ์ต่างๆ หลากหลายผู้ผลิต ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดเหล่านั้นจะต้องทำงานเข้ากันได้อย่างราบรื่น การกำหนดมาตรฐานต่างๆ นั้นจะเริ่มตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานของฮาร์ดแวร์ระบบเครือข่าย ได้แก่ ระบบสายเคเบิล อุปกรณ์ในการส่งสัญญาณข้อมูล ตลอดจนถึง เครื่องเซิร์ฟเวอร์ และซอฟต์แวร์ในการสื่อสารบนระบบเครือข่าย เพื่อเป็นการรับประกันว่าส่วนประกอบต่างๆ จะสามารถทำงานร่วมกันได้ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระบบเครือข่าย จะต้องทำตามคำแนะนำตามมาตรฐานการออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์ ซึ่งกำหนดขึ้นโดย องค์กรมาตรฐานสากล (International Organization for Standardization - ISO) โดยมาตรฐานที่กำหนดขึ้นและได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี คศ.1984 เรียกว่า Open Systems Interconnection Reference Model เรียกสั้นๆ ว่า OSI Reference Model หรือ ISO/OSI Model
แบบจำลอง OSI
OSI Reference Model เป็นการกำหนดชุดของคุณลักษณะเฉพาะที่ใช้อธิบายโครงสร้างของระบบเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ใดๆ ใช้เป็นโครงสร้างอ้างอิงในการสร้างอุปกรณ์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดีบนระบบเครือข่าย โดยมีการจัดแบ่งเลเยอร์ของ OSI ออกเป็น 7 เลเยอร์ แต่ละเลเยอร์จะมีการโต้ตอบหรือรับส่งข้อมูลกับเลเยอร์ที่อยู่ข้างเคียงเท่านั้น โดยเลเยอร์ที่อยู่ชั้นล่างจะกำหนดลักษณะของอินเตอร์เฟซ เพื่อให้บริการกับเลเยอร์ที่อยู่เหนือขึ้นไปตามลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่ส่วนล่างสุดซึ่งเป็นการจัดการลักษณะทางกายภาพของฮาร์ดแวร์และการส่งกระแสของข้อมูลในระดับบิต ไปสิ้นสุดที่แอพพลิเคชั่นเลเยอร์ในส่วนบนสุด
รูปที่ 1 OSI Reference Model
หลักการออกแบบเลเยอร์
แต่ละเลเยอร์จะมีการกำหนดการทำงานอย่างละเอียดโดยมีการทำงานเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน ฟังก์ชันภายในเลเยอร์จะพยายามมุ่งไปสู่ข้อกำหนดมาตรฐาน (standard protocol) ขอบเขตของเลเยอร์จะถูกเลือกและจำกัดให้มีปริมาณการเชื่อมต่อระหว่างเลเยอร์ให้น้อยที่สุด จำนวนของเลเยอร์ต้องมากพอที่จะแยกฟังก์ชั่นที่จำเป็นและแตกต่างกันไม่ให้อยู่ในเลเยอร์เดียวกัน การทำงานของ OSI Reference Model
การที่แพ็กเก็ตข้อมูลเดินทางจากเครื่องคอมพิวเตอร์ A ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ B นั้น มีกระบวนการทำงานดังนี้
![]()
รูปที่ 2 การส่งแพ็กเก็ตใน OSI Reference
จากแผนผัง คอมพิวเตอร์ A และคอมพิวเตอร์ B มีโครงสร้างเป็น OSI ซึ่งมี 7 เลเยอร์ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ A พร้อมที่จะส่งสัญญาณข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ B นั้น แต่ละเลเยอร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ A จะเสมือนกับว่ามีการสื่อสารกับเลเยอร์ในระดับเดียวกันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ B ถึงแม้ว่าจะไม่มีการสื่อสารระหว่าง เลเยอร์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง แต่เลเยอร์ในระดับต่างๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งคู่นั้นจะทำตามกฎเกณฑ์หรือโปรโตคอล (protocol) อย่างเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแต่ละเลเยอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ฝ่ายผู้รับจะได้รับแพ็กเก็ตข้อมูล แบบเดียวกันกับแพ็กเก็ตข้อมูลที่รวบรวม โดยแต่ละเลเยอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ฝ่ายผู้ส่ง โดยแพ็กเก็ตข้อมูลจะเริ่มที่ระดับสูงสุดคือ Application Layer บนเครื่องคอมพิวเตอร์ A และเคลื่อนลงมาทีละระดับชั้นจนมาถึงชั้นล่างสุดคือ Physical Layer การที่แพ็กเก็ตเคลื่อนผ่านจากระดับหนึ่งไปยังระดับถัดไปนั้น จะมีการกำหนดที่อยู่ การจัดรูปแบบของข้อมูลและอื่นๆ ซึ่งแต่ละเลเยอร์จะเป็นตัวจัดการและมีกระบวนการของตนเอง เมื่อแพ็กเก็ตเคลื่อนตัวลงมาถึง Physical Layer ก็จะถูกแปลงให้เป็นกระแสข้อมูลแบบอนุกรมและส่งผ่านสื่อกลางคือสายสัญญาณ ซึ่งเป็นเลเยอร์เดียวที่เครื่องคอมพิวเตอร์ A สือสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ B และเมื่อสัญญาณข้อมูลมาถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ B กระบวนการก็จะเริ่มทำในทางตรงข้าม คือจะทำการแยกแพ็กเก็ตออกผ่าน OSI ทั้ง 7 เลเยอร์ ส่งย้อนกลับขึ้นไปยัง Application Layer ของเครื่องคอมพิวเตอร์ B เมื่อแพ็กเก็ตเดินทางผ่านเลเยอร์ระดับต่างๆ แต่ละเลเยอร์จะแยก ข้อมูลข่าวสารตามกำหนดที่อยู่ และการจัดรูปแบบของแพ็กเก็ต จนเมื่อมาถึงเลเยอร์ระดับสูงสุดคือ Application Layer ก็จะเหลือเฉพาะข้อมูลที่เหมือนกับบน Application Layer ของเครื่องคอมพิวเตอร์ A
รูปที่ 3 เลเยอร์ต่างๆ ใน TCP/IP และ ISO/OSI Model |
|

